ฟื้นฟูดูแลผู้ป่วย Stroke 3 ระยะอย่างถูกวิธี โดยศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ บ้านลลิสา เมืองเชียงใหม่

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตและพิการอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ การดูแลผู้ป่วยหลังเกิด Stroke จำเป็นต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง การฟื้นฟูที่ต่อเนื่อง และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงเดิมมากที่สุด การดูแลผู้ป่วย Stroke แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

  1. ระยะเฉียบพลัน (Acute Phase)
  2. ระยะกึ่งเฉียบพลัน (Subacute Phase)
  3. ระยะยาว (Long-term Rehabilitation)

แต่ละระยะมีแนวทางการดูแลที่แตกต่างกัน การเข้าใจแต่ละขั้นตอนจะช่วยให้ครอบครัวสามารถตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษาและสถานที่ดูแลที่เหมาะสม เช่น ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่มีบริการฟื้นฟูผู้ป่วย Stroke อย่างบ้านลลิสา เมืองเชียงใหม่ ที่มีทีมสหวิชาชีพดูแลครบวงจร

บทความนี้จะอธิบายแบบละเอียดทุกขั้นตอน ตั้งแต่สาเหตุ อาการ การดูแลรายระยะ รวมถึงเหตุผลที่ควรเลือกศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการฟื้นฟูที่ปลอดภัยและได้ผลที่สุด

โรค Stroke คืออะไร? ทำไมต้องดูแลอย่างถูกวิธีตั้งแต่วันแรก

Stroke คืออะไร

Stroke หรือโรคหลอดเลือดสมอง คือภาวะที่เลือดไม่สามารถไหลไปเลี้ยงสมองได้ ทำให้เซลล์สมองขาดออกซิเจนและเสียหายอย่างรวดเร็ว หากรักษาช้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงอาจส่งผลให้ผู้ป่วยพิการถาวรหรือเสียชีวิตได้

Stroke มี 2 ประเภทหลัก

  • แบบหลอดเลือดตีบ/อุดตัน (Ischemic Stroke) — พบมากที่สุด
  • แบบหลอดเลือดแตก (Hemorrhagic Stroke) — มักรุนแรงและอันตราย

ทำไมการฟื้นฟูต้องเริ่มทันที

สมองมีความสามารถฟื้นตัวได้ดีที่สุดในช่วง 0–6 เดือนแรก หลังเกิด Stroke ดังนั้นการฟื้นฟูที่ถูกต้องในแต่ละระยะ จะช่วย

  • ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน
  • ลดการพิการระยะยาว
  • เพิ่มการกลับมาเดิน พูด หรือดูแลตัวเองได้
  • ลดโอกาสเกิดซ้ำ

การฟื้นฟูผู้ป่วย Stroke 3 ระยะอย่างถูกวิธี

ระยะที่ 1 – ระยะเฉียบพลัน (Acute Phase)

ช่วงเวลา: 24–72 ชั่วโมงแรกถึง 7 วันแรกหลังเกิด Stroke

ช่วงนี้ถือเป็น “ระยะทอง” ที่ผู้ป่วยต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์โดยใกล้ชิด เพื่อประเมินความรุนแรงและป้องกันภาวะแทรกซ้อนอันตราย เช่น สมองบวม การกลืนผิดทาง ปอดอักเสบ หรือแผลกดทับ

จุดประสงค์ของการดูแลระยะเฉียบพลัน

  • ช่วยชีวิตผู้ป่วยให้ปลอดภัย
  • ป้องกันอาการทรุด
  • ควบคุมภาวะแทรกซ้อน
  • เตรียมพร้อมสำหรับการฟื้นฟูในระยะต่อไป

การดูแลผู้ป่วย Stroke ในระยะเฉียบพลันควรทำอะไรบ้าง

1. การประเมินทางระบบประสาท (Neurological Assessment)

แพทย์จะใช้คะแนน NIHSS เพื่อตรวจระดับความรุนแรง เช่น แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด การทรงตัวผิดปกติ

2. ควบคุมความดันโลหิต น้ำตาล และออกซิเจน

เพราะความดันที่ไม่คงที่อาจทำให้สมองเสียหายเพิ่ม

3. ประเมินการกลืน

หลายรายกลืนอาหารไม่ได้ หากฝืนกินอาจสำลักและติดเชื้อปอดได้

4. เริ่มการกายภาพเบื้องต้น

แม้ยังนอนโรงพยาบาล ก็ต้องเริ่ม

  • พลิกตัว
  • ฝึกหายใจ
  • ขยับข้อต่างๆ แบบ Passive
    เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อหดเกร็งและเกิดแผลกดทับ

ระยะที่ 2 – ระยะกึ่งเฉียบพลัน (Subacute Phase)

ช่วงเวลา: 1–3 เดือนแรก

นี่คือระยะสำคัญที่สุดของการฟื้นฟู เพราะสมองยังสามารถเรียนรู้และสร้างเส้นใยประสาทใหม่ได้ดี เรียกว่า Neuroplasticity

เป้าหมายการฟื้นฟูในระยะ Subacute

  • กระตุ้นการเคลื่อนไหว (Motor Recovery)
  • ปรับสมดุลการเดิน
  • ฝึกการใช้แขน มือ นิ้ว
  • พัฒนาการพูด การกลืน
  • ลดเกร็งของกล้ามเนื้อ
  • ป้องกันภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ

การดูแลผู้ป่วยในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ช่วยฟื้นฟูได้อย่างไร

สถานที่อย่างบ้านลลิสาเมืองเชียงใหม่ มีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลใกล้ชิด ทำให้การฟื้นฟูเป็นระบบและต่อเนื่องมากกว่าการพักที่บ้าน

การฟื้นฟูประกอบด้วย

1. กายภาพบำบัด (Physical Therapy)

  • ฝึกเดิน
  • ฝึกทรงตัว
  • ยืดกล้ามเนื้อ
  • ลดอาการเกร็ง

2. กิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy)

  • ฝึกใช้มือ
  • จับของ
  • ใส่เสื้อผ้า
  • ดูแลตัวเองได้ในชีวิตประจำวัน

3. ฝึกพูดและการกลืน (Speech Therapy)

เหมาะกับผู้ป่วยที่

  • พูดไม่ชัด
  • สำลัก
  • กลืนลำบาก

4. โปรแกรมฟื้นฟูแบบเครื่องมือทันสมัย

เช่น

  • เครื่องลดเกร็ง
  • Robot rehab
  • ระบบฝึกขาไฟฟ้า

ระยะที่ 3 – ระยะยาว (Long-term Rehabilitation)

ช่วงเวลา: มากกว่า 3 เดือนขึ้นไป

ในผู้ป่วยบางราย อาจต้องการการดูแลระยะยาว เพราะอาจเคลื่อนไหวไม่สะดวก หรือไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เต็มที่

เป้าหมายการดูแลระยะยาว

  • รักษาความสามารถที่ฟื้นฟูมาแล้ว
  • ป้องกันความเสื่อมและโรคแทรกซ้อน
  • ปรับตัวเข้ากับการใช้ชีวิตประจำวัน
  • ฟื้นฟูสภาพจิตใจ
  • เสริมกิจกรรมที่สร้างความสุขในผู้สูงอายุ

บทบาทของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในระยะ Long-term

ศูนย์ดูแลที่ดีต้องมี

  • ทีมพยาบาล 24 ชม.
  • นักกายภาพ นักกิจกรรมบำบัด
  • อาหารเหมาะกับโรคเฉพาะ
  • ห้องพักปลอดภัย ผู้สูงอายุใช้ได้ง่าย
  • การติดตามอาการรายวัน
  • ลดภาระคนในครอบครัว

บ้านลลิสา เมืองเชียงใหม่ มีบริการทั้งการดูแลผู้สูงอายุแบบทั่วไป และแบบเฉพาะโรค เช่น Stroke, หลอดเลือดสมอง, อัมพฤกษ์อัมพาต และผู้ป่วยติดเตียง

ทำไมต้องเลือกศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในการฟื้นฟูผู้ป่วย Stroke

1. ความปลอดภัยสูงสุด

มีทีมแพทย์–พยาบาลตรวจคัดกรองอาการเสี่ยง เช่น

  • ไข้
  • แผลกดทับ
  • ปอดอักเสบ
  • ภาวะสำลักอาหาร

2. มีอุปกรณ์ฟื้นฟูครบวงจร

ตั้งแต่เครื่องกายภาพบำบัด เครื่องฝึกเดิน เครื่องลดเกร็ง จนถึงการบริหารแบบรายบุคคล

3. การฟื้นฟูต่อเนื่อง ไม่สะดุด

ต่างจากการให้คนในบ้านดูแลที่อาจขาดความสม่ำเสมอ

4. ลดความเครียดของครอบครัว

ทำให้ลูกหลานมีเวลาไปทำงาน และมั่นใจว่าผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดีที่สุด

สัญญาณที่ควรพาผู้ป่วยเข้าศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

  • ผู้ป่วยขยับตัวลำบาก
  • ต้องดูแล 24 ชม.
  • มีภาวะแทรกซ้อน
  • ผู้ดูแลหลักไม่พร้อม
  • ผู้ป่วยอยู่คนเดียวไม่ได้
  • ต้องการกายภาพต่อเนื่อง

เคล็ดลับฟื้นฟูผู้ป่วย Stroke ให้ได้ผลเร็วที่สุด

1. เริ่มกายภาพเร็วที่สุด

ป้องกันกล้ามเนื้อฝ่อลีบและข้อติด

2. ทำทุกวัน

ความต่อเนื่องคือหัวใจของการฟื้นฟู

3. ไม่บังคับผู้ป่วยจนเจ็บ

การฝืนมากเกินไปอาจทำให้แย่กว่าเดิม

4. ดูแลด้านจิตใจด้วย

ผู้ป่วย Stroke มักรู้สึกท้อ ซึมเศร้า ต้องมีการพูดคุยให้กำลังใจ

5. เลือกศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่มีความเชี่ยวชาญ

เพื่อให้ฟื้นฟูได้ตรงจุดที่สุด

สรุป – ฟื้นฟู Stroke 3 ระยะ ต้องถูกวิธีและต่อเนื่อง

การฟื้นฟูผู้ป่วย Stroke แบ่งเป็น 3 ระยะสำคัญ

  • ระยะเฉียบพลัน: เน้นความปลอดภัยและป้องกันอาการทรุด
  • ระยะกึ่งเฉียบพลัน: ฟื้นฟูเต็มรูปแบบ สมองตอบสนองดีที่สุด
  • ระยะยาว: ดูแลต่อเนื่อง ป้องกันเสื่อม

การฟื้นฟูที่ถูกต้องในแต่ละระยะจะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเคลื่อนไหว พูด หรือใช้ชีวิตได้ดีขึ้นอย่างมีคุณภาพ และการเลือกศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่มีความพร้อม เช่น บ้านลลิสา เมืองเชียงใหม่ จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ปลอดภัย และเห็นผลฟื้นฟูได้ดีที่สุด

6 อาการแทรกซ้อน ที่ผู้ป่วยติดเตียงต้องระวัง – คู่มือจากศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเพื่อการดูแลอย่างถูกวิธี

ผู้ป่วยติดเตียง (Bedridden Patient) เป็นกลุ่มที่ต้องอาศัยการดูแลใกล้ชิดและต่อเนื่อง เนื่องจากไม่สามารถขยับตัวหรือช่วยเหลือตัวเองได้เหมือนเดิม การดูแลผิดวิธีหรือขาดความรู้ที่ถูกต้อง อาจทำให้เกิด ภาวะแทรกซ้อน ที่กระทบทั้งร่างกาย อารมณ์ สภาพจิตใจ และอาจถึงขั้นอันตรายได้

ด้วยเหตุนี้ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และผู้ดูแลในครอบครัวจำเป็นต้องเข้าใจ “อาการแทรกซ้อนที่ต้องระวัง” เพื่อจะสามารถป้องกันได้อย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยง และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด

บทความนี้จะพาคุณรู้ลึก—รู้จริงเกี่ยวกับ 6 อาการแทรกซ้อนสำคัญของผู้ป่วยติดเตียง พร้อมวิธีป้องกัน การดูแลที่เหมาะสม และคำแนะนำจากประสบการณ์ของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบมืออาชีพ

ทำไมผู้ป่วยติดเตียงจึงมีความเสี่ยงต่อ “อาการแทรกซ้อน”?

การเคลื่อนไหวที่จำกัด ทำให้ระบบร่างกายทำงานผิดปกติ

เมื่อผู้ป่วยไม่สามารถนั่ง เดิน หรือขยับตัวได้ตามปกติ ระบบต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ระบบไหลเวียนเลือด ระบบหายใจ ระบบขับถ่าย จะทำงานช้าลง ส่งผลให้เกิดความผิดปกติสะสม

โรคหรือภาวะที่เคยควบคุมได้ อาจลุกลามรุนแรงขึ้น เช่น

  • ปอดแฟบ
  • ท้องผูกเรื้อรัง
  • กล้ามเนื้อลีบ
  • แผลกดทับ

ซึ่งพบมากที่สุดในผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

การพึ่งพาผู้อื่นในการดูแล 100%

ผู้ป่วยติดเตียงมักต้องพึ่งพาผู้ดูแลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น

  • การพลิกตัว
  • การให้อาหาร
  • การดูแลความสะอาด
  • การป้องกันแผลกดทับ
  • การพาเข้าห้องน้ำ

จึงทำให้หากผู้ดูแล “ละเลยบางขั้นตอน” อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ได้ทันที

ภาวะจิตใจอ่อนไหว ทำให้แทรกซ้อนทางอารมณ์เกิดได้ง่าย

ความโดดเดี่ยว ความเครียด หรือความรู้สึกไร้ค่า
อาจนำไปสู่

  • ภาวะซึมเศร้า
  • ความสับสน
  • อาการหลงลืม
  • การต่อต้านการรักษา

จึงต้องอาศัยการดูแลแบบ “กาย-ใจ-สังคม” พร้อมกัน

6 อาการแทรกซ้อน ที่ผู้ป่วยติดเตียงต้องระวังเป็นพิเศษ

1) แผลกดทับ – ภาวะแทรกซ้อนอันดับ 1 ของผู้ป่วยติดเตียง

สาเหตุของแผลกดทับ

เกิดจากการกดทับของผิวหนังเป็นเวลานาน เลือดไหลเวียนไม่ดี ทำให้เนื้อเยื่อตายและเกิดแผลลึก
ตำแหน่งที่พบบ่อย

  • ส้นเท้า
  • สะโพก
  • กระดูกก้นกบ
  • ไหล่
  • หลัง

ผลกระทบ

  • เจ็บปวดมาก
  • ติดเชื้อได้ง่าย
  • แผลลุกลามจนเห็นกระดูก
  • อาจกลายเป็นภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด

วิธีป้องกัน

  • พลิกตะแคงทุก 2 ชั่วโมง
  • ใช้เบาะลมลดแรงกดทับ
  • ทาครีมบำรุงผิวหนัง
  • ดูแลความแห้ง–สะอาดเสมอ
  • ตรวจผิวหนังทุกวัน

ในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ บริบาลมักมีตารางการพลิกตัวอย่างเข้มงวดเพื่อลดความเสี่ยงแผลกดทับได้เกือบ 100%

2) กลืนอาหารลำบาก – เสี่ยงสำลัก ปอดอักเสบ และอันตรายถึงชีวิตป่วยติดเตียงจำนวนมากมีปัญหาการกลืนลำบาก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดสมอง

อาการสำคัญ

  • ไอระหว่างกิน
  • กลืนช้า
  • ค้างอาหารในปาก
  • สำลักน้ำ
  • น้ำลายไหล

อันตรายที่ตามมา

  • ปอดอักเสบจากการสำลัก
  • ขาดสารอาหาร
  • น้ำหนักลด
  • เสี่ยงเสียชีวิตหากสำลักหนัก

แนวทางดูแลที่ถูกต้อง

  • ป้อนช้า ๆ ไม่เร่ง
  • ปรับความข้นของอาหาร
  • ให้ผู้ป่วยนั่งเอนประมาณ 70–90 องศา
  • หลีกเลี่ยงอาหารแข็งหรือเป็นเส้น

ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุจะมีนักกิจกรรมบำบัดช่วยประเมินการกลืน (Swallowing Assessment) และฝึกกลืนอย่างมืออาชีพ

3) ปอดแฟบ – ภาวะที่เกิดจากการนอนนานและขาดการเคลื่อนไหว

สาเหตุของปอดแฟบ

  • การนอนราบนานเกินไป
  • เสมหะคั่ง
  • การหายใจตื้น

อาการ

  • หายใจเร็ว
  • เหนื่อยง่าย
  • ไอไม่ออก
  • ออกซิเจนในเลือดต่ำ

วิธีป้องกัน

  • จัดท่านั่งให้ผู้ป่วย 2–3 ชั่วโมง/วัน
  • เคาะปอด
  • ฝึกการหายใจลึก
  • ดูดเสมหะเมื่อจำเป็น

หากเกิดร่วมกับการกลืนผิดปกติ อาจนำไปสู่ ปอดอักเสบรุนแรง ต้องรักษาด่วน

4) ท้องผูกเรื้อรัง – ปัญหาที่หลายคนมองข้าม

ผู้ป่วยติดเตียงมักท้องผูกเพราะ

  • เคลื่อนไหวน้อย
  • กินอาหารไม่ครบหมู่
  • ดื่มน้ำไม่พอ
  • ผลข้างเคียงของยา

ผลกระทบ

  • ปวดท้อง
  • เบื่ออาหาร
  • อุจจาระอุดตัน
  • อาจต้องใช้มือเอาอุจจาระออก (Manual Disimpaction)
  • เพิ่มความเสี่ยงแผลกดทับ

วิธีดูแลและป้องกัน

  • เพิ่มผัก–ผลไม้
  • ดื่มน้ำเพียงพอ
  • ออกกำลังกายเบา ๆ บนเตียง
  • ฝึกขับถ่ายเวลาเดิมทุกวัน
  • ปรับยาระบายโดยแพทย์

5) กล้ามเนื้อลีบ ข้อติด – ทำให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวไม่ได้อีก

การไม่ขยับเป็นเวลานานทำให้

  • กล้ามเนื้อฝ่อลง
  • ข้อติด
  • ปวดเรื้อรัง
  • การทรงตัวแย่ลง

การกายภาพบำบัดช่วยได้มาก

  • บริหารข้อต่อ
  • ฝึกยืดเส้น
  • กระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้า
  • ฝึกนั่ง / ฝึกยืนสำหรับบางราย

ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุจะมีนักกายภาพบำบัดช่วยวางแผนการฟื้นฟูรายบุคคล

6) ภาวะซึมเศร้า และสับสน – ปัญหาเงียบที่อันตรายไม่แพ้ร่างกาย

ผู้ป่วยติดเตียงมีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้าสูง เนื่องจาก

  • ขาดการเข้าสังคม
  • เครียดจากการพึ่งพาผู้อื่น
  • รู้สึกไร้ค่า
  • เจ็บป่วยเรื้อรัง

สัญญาณเตือน

  • เบื่ออาหาร
  • ไม่พูด
  • นอนไม่หลับ
  • ไม่อยากทำกิจกรรม
  • สับสน หลงลืม

แนวทางการดูแลที่เหมาะสม

  • ให้ผู้ป่วยได้พูดคุย
  • เปิดเพลงเบา ๆ
  • ให้ทำกิจกรรมง่าย ๆ
  • ให้ครอบครัวมาเยี่ยมบ่อย ๆ
  • เฝ้าระวังอาการซึมเศร้า

ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่มีทีมจิตวิทยาหรือกิจกรรมบำบัดช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีชีวิตชีวาได้มาก

แนวทางการดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่ถูกต้องตามมาตรฐานศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

มีการประเมินสภาพร่างกายรายวัน

ผู้ดูแลต้องตรวจ

  • ผิวหนัง
  • ระบบหายใจ
  • การขับถ่าย
  • ระดับความรู้สึกตัว
  • ภาวะขาดน้ำ

เพื่อจับความผิดปกติให้ได้ตั้งแต่เริ่มแรก

กิจกรรมฟื้นฟูและกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอ

ช่วยลดความเสี่ยงกล้ามเนื้อลีบและปอดแฟบได้อย่างมาก

ดูแลจิตใจผู้ป่วย ควบคู่ร่างกาย

ศูนย์ดูแลที่ดีต้องมี

  • กิจกรรมกลุ่ม
  • ศิลปะบำบัด
  • ดนตรีบำบัด
  • การพูดคุยสร้างกำลังใจ

เพราะความสุขเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา

ทีมแพทย์–พยาบาลพร้อมดูแลตลอด 24 ชม.

ผู้ป่วยติดเตียงมีโอกาสเกิดเหตุฉุกเฉินสูง การมีบุคลากรวิชาชีพช่วยลดความเสี่ยงได้มากที่สุด

บทสรุป : ผู้ป่วยติดเตียงสามารถมี “คุณภาพชีวิตดี” ได้ หากได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง

แม้ผู้ป่วยติดเตียงจะมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหลายด้าน แต่ทุกปัญหาสามารถ “ป้องกันได้” หากได้รับการดูแลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเหมาะสม การดูแลเชิงป้องกันสำคัญที่สุด โดยเฉพาะการดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ เช่น ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ที่มีทีมแพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด และนักบริบาลร่วมกันดูแลอย่างใกล้ชิด

เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกวัน
และครอบครัวมี “ความสบายใจ” ว่าคนที่รักได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

แผลกดทับ ภัยเงียบของผู้ป่วยติดเตียง ที่ไม่ควรมองข้าม

เมื่อผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดเตียงอยู่ในภาวะเคลื่อนไหวน้อย หรือไม่สามารถปรับท่าได้เองอย่างสม่ำเสมอ ร่างกาย – โดยเฉพาะผิวหนังบริเวณที่มีปุ่มกระดูก (bony prominences) – จะถูกแรงกด หรือแรงเฉือน (shear) เป็นเวลานาน ส่งผลให้การไหลเวียนเลือดลดลง เนื้อเยื่อเริ่มขาดออกซิเจน และเกิดการตายของเนื้อเยื่อตามมา ผลลัพธ์คือ “แผลกดทับ” (pressure sore) ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี อาจลุกลามเป็นแผลลึก รักษายาก และมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อหรือส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะในบริบทของ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หรือสถานดูแลผู้ป่วยระยะยาว เพราะมีปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งความเคลื่อนไหวที่น้อย ภาวะโภชนาการไม่ดี ผิวหนังเปราะบาง ร่วมถึงการมีโรคร่วม ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ดูแล และญาติของผู้สูงอายุจะต้องเข้าใจ ตั้งแต่ต้นเหตุ การสังเกตสัญญาณเตือน วิธีป้องกัน ไปจนถึงแนวทางดูแลแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อให้การดูแลในสถานดูแลผู้สูงอายุ (เราจะใช้คำว่า “ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ” เพื่อให้สอดคล้องกับคำหลัก) มีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

1. ทำความรู้จักกับแผลกดทับ (Pressure Sore)

1.1 ความหมายและนิยามของแผลกดทับ

แผลกดทับ หรือในทางการแพทย์มักเรียกว่า Pressure Ulcer หรือ Pressure Injury คือ การบาดเจ็บของผิวหนังและ/หรือเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง (subcutaneous tissue) ที่เกิดจากแรงกด หรือแรงเฉือน ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้การไหลเวียนเลือดบริเวณนั้นไม่ดี ขาดออกซิเจน และเนื้อเยื่อเริ่มตายลง ซึ่งอาจลุกลามสู่ชั้นที่ลึกขึ้นได้
ในบริบทของผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่เคลื่อนไหวได้น้อย จึงมีโอกาสสูงกว่าคนทั่วไป

1.2 กลไกการเกิดแผลกดทับ

– แรงกด (Pressure)

เมื่อร่างกายนอนหรือนั่งในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน แรงกดที่กระทำต่อผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกับพื้นหรือเบาะ โดยเฉพาะบริเวณที่มีปุ่มกระดูก จะทำให้หลอดเลือดเล็ก (capillaries) ถูกกดทับ เลือดไม่สามารถไหลผ่านได้ เนื้อเยื่อขาดออกซิเจน เริ่มเสียหาย

– แรงเฉือน (Shear) และแรงเสียด (Friction)

เมื่อผู้ป่วยลื่นไถลลงบนเตียงหรือเบาะ หรือส่วนของร่างกายถูกรั้งโดยแผ่นรอง เกิดแรงเฉือนที่ผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิว ซึ่งลดการไหลเวียนและเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดแผลกดทับ

– ความชื้น และการเปียกชื้นของผิว

ผู้ป่วยที่ขับถ่ายไม่สะดวก มีเหงื่อ หรือผิวเปียกชื้นจากปัสสาวะ/อุจจาระ จะทำให้ผิวหนังอ่อนแอ และแรงกดหรือเฉือนส่งผลได้ง่ายขึ้น

1.3 จุดที่มักเกิดแผลกดทับ และผู้ป่วยเสี่ยงสูง

– จุดเสี่ยงทั่วไป

บริเวณที่มักพบคือ บริเวณก้นกบ (sacrum/coccyx) ส้นเท้า (heels) สะโพก (trochanter) ข้อศอก (elbows) และบริเวณที่มีปุ่มกระดูกชิดพื้น

– กลุ่มผู้ป่วยเสี่ยง

  • ผู้ป่วยติดเตียง หรือเคลื่อนไหวได้น้อย
  • ผู้สูงอายุที่ผิวหนังบาง หลอดเลือดไม่ดี
  • ผู้ป่วยที่มีโรค เช่น เบาหวาน หลอดเลือด หรือมีภาวะโภชนาการไม่ดี
  • ผู้ป่วยที่ขับถ่ายไม่สะดวก มีผิวเปียกชื้นบ่อยครั้ง

1.4 ระดับของแผลกดทับ

โดยทั่วไป มีการแบ่งตามระดับความลึกของเนื้อเยื่อ แม้ว่าจะมีเกณฑ์หลายแบบ แต่สามารถสรุปคร่าว ๆ ได้ดังนี้:

  • ระดับ 1 : ผิวหนังยังไม่เปิด แต่มีรอยแดงไม่หายเมื่อกด (non-blanchable erythema)
  • ระดับ 2 : สูญเสียเนื้อเยื่อบางส่วน เป็นแผลตื้น (partial-thickness)
  • ระดับ 3 : แผลลึกถึงชั้นใต้ผิว แต่ยังไม่ถึงชั้นกล้ามเนื้อ
  • ระดับ 4 : แผลลึกถึงกล้ามเนื้อ หรือกระดูก หรือมีการติดเชื้อแทรกซ้อนในเนื้อเยื่อชั้นลึก

การรู้ระดับช่วยให้กำหนดแนวทางรักษาและประเมินความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม

2. ทำไมศูนย์ดูแลผู้สูงอายุจึงต้องใส่ใจแผลกดทับ

2.1 สถานการณ์เฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง

ในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หรือนอนดูแลในบ้าน มักพบผู้ที่มีความเคลื่อนไหวน้อย อายุมาก ผิวหนังอ่อนแอ มีโรคร่วมหลายอย่าง จึงเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อแผลกดทับสูง การไม่สังเกตหรือไม่ดำเนินการป้องกันตั้งแต่ต้นอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ทั้งการติดเชื้อ เสียเลือด หรือเสียชีวิตได้

2.2 ผลกระทบเมื่อเกิดแผลกดทับ

  • เจ็บปวด รบกวนคุณภาพชีวิต
  • ใช้เวลารักษานาน ค่าใช้จ่ายสูง
  • เสี่ยงต่อการติดเชื้อ รวมถึงแผลลุกลาม กลายเป็นแผลเรื้อรัง
  • ผู้ดูแลต้องเพิ่มภาระดูแล รวมถึงต้องเข้มงวดด้านโภชนาการ ผิวหนัง และตำแหน่งท่า

2.3 ความสำคัญของการลงทุนด้านการดูแลในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

การจัดระบบการดูแล ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การจัดอุปกรณ์รองรับ การฝึกอบรมบุคลากร และการติดตามผล ช่วยลดอุบัติการณ์ของแผลกดทับ และช่วยลดภาระระยะยาว ทั้งด้านสุขภาพและค่าใช้จ่าย

3. ปัจจัยเสี่ยงและการประเมินความเสี่ยง

3.1 ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม

  • เคลื่อนไหวได้น้อย หรือร่างกายอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนาน เช่น ผู้ป่วยติดเตียง
  • ความบกพร่องของหลอดเลือด หรือมีโรคร่วม เช่น เบาหวาน
  • ภาวะโภชนาการไม่ดี ขาดโปรตีน ขาดแคลอรี่
  • ผิวหนังเปราะ มีความชื้นสูงจากการขับถ่ายไม่สะดวก
  • ใช้อุปกรณ์ภายในเตียง/เบาะ ที่กดทับจุดใดจุดหนึ่งไม่เหมาะสม

3.2 วิธีการประเมินความเสี่ยงในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

  • ใช้แบบประเมินความเสี่ยง เช่น Braden Scale ภายใน 8 ชั่วโมงหลังเข้าศูนย์
  • ตรวจสภาพผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณที่มีปุ่มกระดูก อย่างน้อยทุกวัน
  • ประเมินโภชนาการ ความชื้นผิว และสภาพแวดล้อมของเตียง/เบาะ
  • จัดทำแผนดูแลเฉพาะบุคคลตามผลประเมิน (risk-based care plan)

3.3 การจัดลำดับความเสี่ยงและจัดลำดับความสำคัญ

เมื่อได้รับการประเมินแล้ว ควรจัดลำดับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อให้การดูแลเข้มข้นขึ้น เช่น – ผู้ป่วยเคลื่อนไหวแทบไม่ได้ – ผู้ที่อยู่ในระดับโภชนาการแย่ – ผู้ที่ขับถ่ายไม่สะดวกมาก เป็นต้น

4. แนวทางการป้องกันแผลกดทับในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและที่บ้าน

4.1 การจัดท่าหรือการเปลี่ยนท่า (Repositioning)

หนึ่งในมาตรการป้องกันหลักคือการเปลี่ยนท่าอย่างสม่ำเสมอ เพราะท่าคงที่นานเกินไปจะเพิ่มแรงกด

ตารางแนะนำการเปลี่ยนท่า

  • เวลา 6.00 น. – ตะแคงซ้าย
  • เวลา 8.00 น. – นอนหงาย
  • เวลา 10.00 น. – ตะแคงขวา
  • เวลา 12.00 น. – ตะแคงซ้าย
  • เวลา 14.00 น. – นอนหงาย
  • เวลา 16.00 น. – ตะแคงขวา
  • เวลา 18.00 น. – ตะแคงซ้าย
    ในช่วงกลางคืนควรใช้อุปกรณ์เสริม เช่น ที่นอนลมหรือแผ่นเจลรองลดแรงกด เพื่อช่วยกระจายแรงกด ลดความเสี่ยงของการเกิดแผลกดทับ

4.2 การจัดเตียง/เบาะ และอุปกรณ์รองรับ (Support Surfaces)

  • เลือกที่นอน หรือเบาะที่สามารถกระจายแรงกดได้ เช่น ที่นอนลม แผ่นเจล แผ่นโฟมคุณภาพสูง
  • หลีกเลี่ยงเบาะหรือที่นอนที่ทำให้มีแรงกดเฉพาะจุดเดียว
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีส่วนของที่นอนหรือเบาะที่โค้งงอหรือทำให้ผู้ป่วยลื่นไถล

4.3 การดูแลผิวหนัง และสภาพแวดล้อม

  • ตรวจผิวหนังทุกวัน โดยเฉพาะบริเวณจุดเสี่ยงว่า มีรอยแดง ผิวเปลี่ยนสี ความร้อน หรือความแข็งของเนื้อเยื่อ
  • รักษาความสะอาดและความแห้งของผิว โดยเฉพาะหลังการขับถ่าย ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี pH สมดุล และทามอยซ์เจอไรเซอร์หากผิวแห้ง
  • หลีกเลี่ยงการเสียดสี และแรงเฉือน เช่น ไม่ให้ผู้ป่วยลื่นไถลลงเตียง หรือมีผ้าห่มหย่อน
  • ใช้ผ้าปู/ผ้าห่มที่ไม่หนาแข็ง เพื่อช่วยลดแรงกด และอำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนท่า

4.4 โภชนาการ และการให้ของเหลว

ผู้ป่วยที่มีภาวะโภชนาการไม่ดี มีโอกาสเกิดแผลกดทับมากขึ้น ดังนั้นในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ควรให้ความสำคัญกับโภชนาการ

  • ให้พลังงานประมาณ 30-35 กิโลแคลอรี ต่อ กิโลกรัมของน้ำหนักตัวต่อวัน และโปรตีน ประมาณ 1.25-1.5 กรัม/กก./วัน ในผู้ที่มีแผลกดทับ
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ป่วยได้รับน้ำเพียงพอ และไม่มีภาวะขาดน้ำ
  • ส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ หากพบภาวะเสี่ยงที่ซับซ้อน

4.5 การฝึกอบรมบุคลากรและการจัดระบบภายในศูนย์

  • ฝึกอบรมผู้ดูแลให้รู้จัก สัญญาณเตือนของแผลกดทับ และวิธีการเปลี่ยนท่า ดูแลผิว และจัดเตียง
  • กำหนดระบบความรับผิดชอบ และตรวจติดตามการปฏิบัติงาน
  • ใช้บันทึก และระบบแจ้งเตือนเมื่อผู้ป่วยอยู่ในความเสี่ยงสูง
  • มีการทบทวนคุณภาพ และปรับปรุงการดูแลอย่างต่อเนื่อง

4.6 ข้อแนะนำเฉพาะสำหรับการดูแลที่บ้าน

  • หากผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดเตียงได้รับการดูแลในบ้าน ให้ผู้ดูแลทำตารางการเปลี่ยนท่าตามตัวอย่างข้างต้น
  • ใช้อุปกรณ์เสริม เช่น แผ่นเอลาสติกรอง หมอนรอง ให้เตียงมีความเหมาะสม
  • ตรวจสภาพผิวทุกวัน หากพบรอยแดงหรือความผิดปกติ ควรปรึกษาพยาบาลหรือแพทย์ทันที
  • ร่วมกับทีมแพทย์/พยาบาลจัดโภชนาการและความชื้นผิวอย่างสม่ำเสมอ

5. แนวทางการรักษาเมื่อเกิดแผลกดทับแล้ว

5.1 การดูแลทั่วไปเมื่อเริ่มมีแผล

  • รีบลดหรือยกเลิกแรงกดบริเวณแผลโดยทันที
  • ใช้อุปกรณ์รองรับเพื่อกระจายแรงกด หรือให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่ลดแรงกด
  • ดูแลความสะอาดของแผล รักษาผิวรอบแผล เลือกใช้ผ้าหรือแผ่นปิดที่เหมาะสม

5.2 แนวทางรักษาเฉพาะตามระดับแผล

  • แผลระดับ 1 สามารถหยุดการกดทับ เปลี่ยนท่า และดูแลผิวรอบแผลได้อาจหายได้เร็ว
  • แผลระดับ 2 ขึ้นไป อาจต้องใช้วัสดุปิดแผล และอาจต้องมีทีมพยาบาลผู้เชี่ยวชาญดูแล
  • แผลระดับ 3-4 อาจต้องมีการ debridement (ตัดเนื้อเยื่อที่ตายแล้วออก) หรือพิจารณาผ่าตัด

5.3 การติดตามและประเมินผล

  • ตรวจแผลอย่างสม่ำเสมอ วัดขนาด ตรวจการอักเสบ สัญญาณติดเชื้อ
  • ดูแลโภชนาการ และน้ำให้เหมาะสมเพื่อช่วยการหายของแผล
  • ประสานงานหลายสหวิชาชีพ ทั้งแพทย์ พยาบาล นักโภชนาการ กายภาพบำบัด

5.4 สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

  • ไม่ควรใช้เจลหรือผ้าปิดแผลเพียงอย่างเดียวโดยไม่ลดแรงกด
  • หลีกเลี่ยงการใช้สารฆ่าเชื้อที่ทำลายเนื้อเยื่อซึ่งกำลังหาย เช่น povidone-iodine หรือ hydrogen peroxide ในแผลกดทับ

6. บทบาทของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในการดูแลแผลกดทับ

6.1 ระบบการดูแลเชิงรุก (Proactive Care)

ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุควรมีระบบดังนี้:

  • ประเมินความเสี่ยงของผู้ใหม่เมื่อเข้าศูนย์ และประเมินเป็นระยะ
  • จัดตารางการเปลี่ยนท่า และดูแลผิวหนังอย่างเข้มงวด
  • มีอุปกรณ์รองรับแรงกด เช่น ที่นอนลม แผ่นเจลรอง และเบาะลดแรงกด
  • จัดให้มีโภชนาการที่เหมาะสม พร้อมดูแลปัจจัยเสี่ยงอื่น เช่น ผิวหนังเปราะ ความชื้น

6.2 ระบบเฝ้าระวังและการติดตามผล

  • บันทึก และติดตามอัตราการเกิดแผลกดทับ ในศูนย์ เพื่อปรับปรุงคุณภาพการดูแล
  • ฝึกอบรมบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ และประชุมทบทวนเคสเป็นระยะ
  • ส่งต่อผู้ป่วยที่มีแผลลุกลาม หรือมีภาวะซับซ้อน ไปยังผู้เชี่ยวชาญด้านแผลเรื้อรัง หากจำเป็น

6.3 การสื่อสารกับญาติและผู้ดูแล

ศูนย์ควรให้ความรู้แก่ญาติและผู้ดูแลเรื่อง:

  • วิธีสังเกต สัญญาณเตือนของแผลกดทับ
  • ความสำคัญของการเปลี่ยนท่าและดูแลเบื้องต้น
  • วิธีดูแลที่บ้านต่อเมื่อผู้ป่วยพักฟื้น หรือกลับบ้าน

สรุป

แผลกดทับเป็นภัยเงียบที่มักถูกมองข้ามในผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยติดเตียง แต่มีผลกระทบรุนแรงทั้งด้านสุขภาพ ค่าใช้จ่าย และคุณภาพชีวิต ผู้ดูแล ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และญาติ ต้องให้ความสำคัญตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การจัดสภาพแวดล้อม การเปลี่ยนท่า การดูแลผิว การจัดโภชนาการ ไปจนถึงการจัดระบบและอุปกรณ์ที่เหมาะสม การดูแลอย่างเป็นระบบ และเชิงรุก สามารถลดอุบัติการณ์ และทำให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพ ในที่สุดก็สามารถยกระดับการดูแลผู้สูงอายุในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุให้เป็นมาตรฐาน และปลอดภัยยิ่งขึ้น

ยิ่งเร็ว ยิ่งรอด สังเกต STROKE ด้วยหลัก F.A.S.T.

โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke คือหนึ่งในภัยเงียบที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมากทั่วโลก และในประเทศไทยเองก็พบว่ามีผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในกลุ่ม ผู้สูงอายุ ที่มีความเสี่ยงสูงจากโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง

ทุก “นาที” ที่สมองขาดเลือด เซลล์สมองจะค่อย ๆ ตายลงแบบไม่สามารถฟื้นคืนได้ — ดังนั้น “ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งรอด” คือกุญแจสำคัญที่สุด
วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจโรคนี้ให้ลึกขึ้น พร้อมเรียนรู้หลัก F.A.S.T. ที่ช่วยให้คุณช่วยชีวิตคนที่คุณรักได้ทันเวลา และยังรวมถึงแนวทาง การฟื้นฟูผู้สูงอายุหลังภาวะ Stroke จากทีมดูแลมืออาชีพของ บ้านลลิสาสาขาเชียงใหม่ดูแลผู้สูงอายุ อีกด้วย

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) คืออะไร?

ภาวะสมองขาดเลือด — ศัตรูเงียบของผู้สูงอายุ

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เกิดจากการที่เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้ตามปกติ ทำให้สมองขาดออกซิเจนและสารอาหารที่จำเป็น เซลล์สมองจะเริ่มตายภายในไม่กี่นาที และนำไปสู่อาการอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือเสียชีวิตได้

โรคนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักคือ:

  1. โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Ischemic Stroke) – เกิดจากลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดสมอง
  2. โรคหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke) – เกิดจากหลอดเลือดสมองแตก ทำให้เลือดไหลออกมากดทับเนื้อสมอง

ในประเทศไทย Stroke เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของผู้สูงอายุ และยังเป็นสาเหตุสำคัญของ “ความพิการถาวร” หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองในผู้สูงอายุ

ใครเสี่ยงเป็นโรคนี้มากที่สุด?

ผู้สูงอายุคือกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุด เพราะระบบหลอดเลือดเริ่มเสื่อมตามวัย แต่ยังมีปัจจัยอื่นที่กระตุ้นให้เกิดโรคได้ง่ายขึ้น ได้แก่

  • ความดันโลหิตสูง
  • เบาหวาน
  • ไขมันในเลือดสูง
  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • การสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์
  • ความเครียดเรื้อรัง
  • ขาดการออกกำลังกาย

การดูแลผู้สูงอายุให้มีสุขภาพแข็งแรงจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอาหารหรือการนอน แต่รวมถึง การตรวจสุขภาพและควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ด้วย

หลัก F.A.S.T. — วิธีจำง่ายเพื่อช่วยชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง

จำไว้ให้ขึ้นใจ “F.A.S.T.”

หลัก F.A.S.T. คือแนวทางสังเกตอาการเบื้องต้นของโรคหลอดเลือดสมองที่เข้าใจง่ายและช่วยให้ผู้คนจดจำได้ทั่วโลก

ตัวอักษรความหมายอาการที่ต้องระวัง
F (Face)Face droopingใบหน้าเบี้ยว มุมปากตก ยิ้มไม่เท่ากัน
A (Arm)Arm weaknessแขนข้างหนึ่งอ่อนแรง ยกไม่ขึ้น
S (Speech)Speech difficultyพูดไม่ชัด พูดติดขัด หรือฟังไม่เข้าใจ
T (Time)Time to callพบอาการเหล่านี้ รีบโทร 1669 ทันที!

“เวลา” คือหัวใจสำคัญของการรอดชีวิตจาก Stroke เพราะการให้ยาละลายลิ่มเลือดต้องทำภายใน 4.5 ชั่วโมงหลังเกิดอาการเท่านั้น

ทำไม “เวลา” จึงสำคัญกับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

ทุก ๆ 1 นาทีที่สมองขาดเลือด เซลล์สมองจะตายกว่า 1.9 ล้านเซลล์ การรักษาที่ช้ากว่ากำหนดเพียงไม่กี่นาที อาจทำให้ความสามารถในการพูด เดิน หรือคิดหายไปตลอดชีวิต

การช่วยเหลือที่ถูกต้องคือ:

  1. โทร 1669 ทันที อย่ารอให้หายเอง
  2. จดจำเวลาเริ่มอาการให้ได้ชัดเจน เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยได้ถูกต้อง
  3. อย่าป้อนอาหารหรือยาใด ๆ ก่อนถึงโรงพยาบาล

การรักษาโรคหลอดเลือดสมองในโรงพยาบาล

ขั้นตอนการรักษาเบื้องต้น

  • ตรวจสมองด้วย CT Scan / MRI เพื่อแยกประเภทของโรค
  • ให้ ยาละลายลิ่มเลือด (rt-PA) สำหรับกรณีเส้นเลือดตีบ
  • ผ่าตัดหรือห้ามเลือดในกรณีเส้นเลือดแตก
  • พักฟื้นใน Stroke Unit ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์เฉพาะทาง

การรักษาที่รวดเร็วสามารถลดความพิการถาวรและเพิ่มโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ

หลังผ่านวิกฤต — ฟื้นฟูอย่างถูกวิธีคือหัวใจสำคัญ

ทำไมการฟื้นฟูจึงต้องเริ่มตั้งแต่เนิ่น ๆ

หลังผู้ป่วยพ้นภาวะอันตราย “การฟื้นฟูสมรรถภาพ” คือขั้นตอนต่อไปที่สำคัญที่สุด เพื่อให้สมองและร่างกายกลับมาทำงานได้ใกล้เคียงเดิมมากที่สุด

แนวทางการฟื้นฟูประกอบด้วย

  • กายภาพบำบัด (Physical Therapy) ฝึกกล้ามเนื้อให้กลับมาเคลื่อนไหว
  • กิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy) ฝึกทำกิจวัตรประจำวัน เช่น แต่งตัว ทานอาหาร
  • ฝึกสมอง (Cognitive Training) เพื่อเสริมความจำ สมาธิ และการตัดสินใจ
  • ดูแลด้านจิตใจ (Mental Care) ลดภาวะซึมเศร้าและสร้างแรงจูงใจให้ผู้ป่วย

บทบาทของ “บ้านลลิสาสาขาเชียงใหม่ดูแลผู้สูงอายุ” ในการฟื้นฟูผู้ป่วย Stroke

การดูแลผู้สูงอายุแบบองค์รวม

บ้านลลิสาสาขาเชียงใหม่ดูแลผู้สูงอายุ คือศูนย์ดูแลและฟื้นฟูสุขภาพครบวงจรในจังหวัดเชียงใหม่ ที่เน้นการดูแลแบบองค์รวมทั้งทางกายและใจ โดยทีมแพทย์ พยาบาล นักกายภาพ และนักกิจกรรมบำบัดผู้เชี่ยวชาญ

จุดเด่นของที่นี่คือ

  • การดูแลผู้สูงอายุที่ผ่านภาวะ Stroke แบบเฉพาะบุคคล (Personalized Care)
  • มีโปรแกรมกายภาพบำบัดเฉพาะทาง เช่น Focus Shockwave, เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า, โปรแกรมฝึกเดินและทรงตัว
  • สภาพแวดล้อมเงียบสงบ อบอุ่น เหมาะกับการพักฟื้น
  • การดูแลตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมระบบเฝ้าระวังอาการกำเริบ

การฟื้นฟูในศูนย์เฉพาะทางเช่นนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้สูงอายุสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

การดูแลผู้สูงอายุหลังภาวะโรคหลอดเลือดสมองที่บ้าน

ครอบครัวคือกำลังใจที่ดีที่สุด

แม้จะอยู่บ้าน ครอบครัวก็สามารถช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้นด้วยการ:

  • จัดบ้านให้เหมาะสม ปลอดภัย ไม่มีสิ่งกีดขวาง
  • ดูแลอาหารที่มีประโยชน์ ควบคุมเกลือ ไขมัน และน้ำตาล
  • กระตุ้นให้ผู้ป่วยออกกำลังกายเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ
  • ตรวจเช็กความดันและระดับน้ำตาลในเลือด
  • พูดคุย ให้กำลังใจ และสร้างบรรยากาศอบอุ่น

การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง — เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้

ปรับชีวิต ลดความเสี่ยง

  1. ควบคุมความดันโลหิต ให้อยู่ในเกณฑ์
  2. ลดอาหารเค็ม มัน หวาน
  3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง
  4. เลิกสูบบุหรี่และดื่มสุรา
  5. พักผ่อนให้เพียงพอ และจัดการความเครียด
  6. ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อค้นหาความเสี่ยงก่อนเกิดโรค

สรุป — ยิ่งเร็ว ยิ่งรอด รู้ทัน Stroke ช่วยชีวิตได้

โรคหลอดเลือดสมองไม่เลือกเวลาเกิด และไม่รอใคร —
ทุกนาทีคือความแตกต่างระหว่าง “ชีวิต” กับ “ความพิการถาวร”

การรู้เท่าทันอาการด้วยหลัก F.A.S.T. และการพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลภายใน 4.5 ชั่วโมง คือหนทางเดียวที่ช่วยชีวิตได้จริง

หลังจากผ่านพ้นช่วงวิกฤต การฟื้นฟูที่ถูกวิธีจากทีมผู้เชี่ยวชาญ เช่น บ้านลลิสาสาขาเชียงใหม่ดูแลผู้สูงอายุ
จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ แข็งแรง และมีความสุขอีกครั้ง

📞 ติดต่อบ้านลลิสาสาขาเชียงใหม่ดูแลผู้สูงอายุ

บ้านลลิสา เชียงใหม่
• โทร. 053-855008 , 088-2591895
• Line: https://lin.ee/cJwaF2g หรือ @baanlalisacm
🚩 แผนที่: https://goo.gl/maps/6GXQPqhvgZ1aMWLS7

5 วิธีดูแลผู้ป่วยติดเตียงอย่างถูกต้อง เพื่อสุขภาพกายและใจที่ดีของคนที่คุณรัก

วิธีที่ 1: ควรเปลี่ยนท่านอนทุก 2–3 ชั่วโมง

1.1 ทำไมต้องเปลี่ยนท่านอนบ่อย?

1.2 วิธีเปลี่ยนท่านอนที่ถูกต้อง

1.3 เคล็ดลับจากผู้เชี่ยวชาญบ้านลลิสาเชียงใหม่

วิธีที่ 2: ปรับเตียงเอนประมาณ 45 องศา ขณะทานอาหาร
2.1 เหตุผลที่ต้องปรับเตียง

2.2 คำแนะนำเพิ่มเติม

2.3 การดูแลโภชนาการจากบ้านลลิสา

วิธีที่ 3: เช็ดตัว อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นประจำ

3.1 ทำไมความสะอาดถึงสำคัญ?

3.2 วิธีดูแลที่ถูกต้อง

วิธีที่ 4: ให้ผู้ป่วยนอนในห้องที่สะอาดและอากาศถ่ายเท

4.1 ประโยชน์ของห้องที่สะอาดและอากาศถ่ายเท

4.2 แนวทางดูแลสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม

วิธีที่ 5: พูดคุย ให้กำลังใจ และสังเกตอารมณ์ความเครียด

5.1 ทำไมการดูแลจิตใจถึงสำคัญ?

5.2 วิธีดูแลด้านจิตใจผู้ป่วยติดเตียง

สรุป

การดูแลผู้ป่วยติดเตียงต้องทำด้วย ความรู้ + ความรัก + ความอดทน ครอบครัวควรมีแนวทางที่ถูกต้องเพื่อสุขภาพกายและใจที่ดีของผู้ป่วย หากครอบครัวรู้สึกว่าไม่สามารถดูแลได้ตลอดเวลา สามารถเลือก ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่มีทีมผู้เชี่ยวชาญ เช่น บ้านลลิสาสาขาเชียงใหม่ดูแลผู้สูงอายุ ที่พร้อมมอบการดูแลครบวงจร

ผู้สูงวัยก็สุขภาพดีได้ทุกวัน ด้วยกิจกรรมและกายภาพบำบัดที่เหมาะสม

เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ หลายคนอาจกังวลเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายที่อ่อนแอลง แต่ความจริงแล้ว ผู้สูงอายุก็สามารถมีสุขภาพแข็งแรงและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขทุกวัน เพียงแค่เลือกกิจกรรมที่เหมาะสม และได้รับการดูแลผ่าน การทำกายภาพบำบัด อย่างถูกวิธี

1. ทำไมการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุถึงสำคัญ?
เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ร่างกายและจิตใจของผู้สูงอายุมักมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านร่างกายที่เริ่มเสื่อมถอย ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง และมีโอกาสเกิดโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคข้อเสื่อมมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยยังเผชิญกับปัญหาด้านจิตใจ เช่น ความเหงา วิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตโดยรวม

ดังนั้น การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุจึงสำคัญด้วยเหตุผลเหล่านี้

🔹เหตุผลสำคัญ

ช่วยให้ครอบครัวอุ่นใจ – เมื่อผู้สูงวัยได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม คนในครอบครัวก็สบายใจและมั่นใจได้ว่าผู้สูงอายุจะมีชีวิตที่ปลอดภัยและมีความสุข

ลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง – การออกกำลังกายและการทำกายภาพบำบัดช่วยให้หัวใจแข็งแรง ควบคุมน้ำหนัก และลดโอกาสการเกิดโรคที่มากับวัย

เพิ่มคุณภาพชีวิต – เมื่อสุขภาพแข็งแรง ผู้สูงอายุจะสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างอิสระ เช่น เดิน ทำกิจกรรม หรือเข้าสังคมได้ด้วยตนเอง

เสริมสร้างสุขภาพจิต – การทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นช่วยลดความเหงา คลายความเครียด และทำให้ผู้สูงวัยรู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่า

ป้องกันการหกล้มและอุบัติเหตุ – การฝึกกายภาพบำบัดช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัว ลดโอกาสการล้ม ซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ของการบาดเจ็บในผู้สูงอายุ

2. กิจกรรมเพื่อสุขภาพที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ

การมีกิจกรรมประจำวันเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้สูงวัยมีความสุข และยังส่งผลดีต่อร่างกาย

🧘‍♀️ โยคะผู้สูงอายุ : ช่วยยืดเส้น บรรเทาอาการปวดข้อ
🚶‍♂️ เดินช้า ๆ วันละ 20-30 นาที : กระตุ้นการไหลเวียนเลือด
🎶 เต้นบำบัด / ดนตรีบำบัด : สนุกสนาน พร้อมออกกำลังกาย
🌱 ทำสวน ปลูกต้นไม้ : เสริมสมาธิและการเคลื่อนไหวเบา ๆ

3. กายภาพบำบัด ช่วยให้ผู้สูงอายุแข็งแรงขึ้น

หลายครั้งผู้สูงวัยมีอาการเจ็บปวดตามข้อหรือกล้ามเนื้อ กายภาพบำบัดจึงเป็นทางเลือกที่ดี

✅ บรรเทาอาการปวดหลัง ปวดเข่า ปวดไหล่
✅ ฟื้นฟูการเคลื่อนไหวสำหรับผู้ที่มีโรคข้อเสื่อม
✅ เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ลดโอกาสหกล้ม

4. เคล็ดลับดูแลสุขภาพผู้สูงวัยให้แข็งแรงทุกวัน

รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ เน้นผัก ผลไม้ และโปรตีนที่ย่อยง่าย ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ และเวลาการเข้านอนให้ตรงเวลา และพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ พร้อมมีการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ และต้องมีการร่วมกิจกรรมกับครอบครัว เพื่อให้หัวใจอบอุ่นและสดใสให้กับผู้สูงอายุมากขึ้น

📍้านลลิสา Nursing Home (สาขาเมืองเชียงใหม่)

สนใจสอบถามเพิ่มเติม
📞 053-855008 , 088-2591895
💬 Line : https://lin.ee/cJwaF2g
(@baanlalisacm)

🚩 แผนที่ : https://goo.gl/maps/6GXQPqhvgZ1aMWLS7

#บ้านลลิสา#บ้านลลิสาเชียงใหม่#NursingHomeเชียงใหม่ #ดูแลผู้สูงอายุ#ChiangMaiNursingHome#กิจกรรมผู้สูงอายุ#ดูแลผู้ป่วยครบวงจร#อบอุ่นหัวใจ#ใส่ใจผู้สูงวัย#ความสุขของผู้สูงอายุ#กิจกรรมบำบัดใจ#ดูแลผู้สูงอายุ#อบอุ่นเหมือนบ้าน#บ้านลลิสาเชียงใหม่ #บ้านลลิสาNursingHome#ดูแลด้วยใจ#กิจกรรมผู้สูงอายุ

พลิกชีวิตผู้ป่วย Stroke ด้วยการฟื้นฟู

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke มักประสบกับภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งส่งผลต่อการเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อ สมดุลร่างกาย และคุณภาพชีวิตโดยรวม การฟื้นฟูสมรรถภาพที่ถูกต้องและเหมาะสมจึงเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูชีวิตของผู้ป่วยให้กลับมามีความสุข และสามารถช่วยเหลือตัวเองได้มากที่สุด ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับแนวทางการฟื้นฟูผู้ป่วย Stroke โดยเฉพาะที่ “บ้านลลิสา ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเชียงใหม่” ที่เน้นการฟื้นฟูอย่างเข้าใจ เข้าถึง และเห็นผลจริง

1. เข้าใจโรค Stroke ก่อนเริ่มฟื้นฟู

1.1 Stroke คืออะไร?

Stroke หรือ โรคหลอดเลือดสมอง เป็นภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยง เนื่องจากเส้นเลือดตีบ อุดตัน หรือแตก ส่งผลให้สมองบางส่วนขาดออกซิเจน และตายไปในเวลาอันสั้น ผู้ป่วยจึงมีอาการแขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด หรือหมดสติในบางราย

1.2 ประเภทของ Stroke

  • เส้นเลือดสมองตีบ (Ischemic Stroke)
  • เส้นเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke)
  • เส้นเลือดสมองอุดตันจากลิ่มเลือด (Transient Ischemic Attack)

1.3 อาการที่พบบ่อย

  • แขนหรือขาอ่อนแรงด้านใดด้านหนึ่ง
  • พูดไม่ชัด สับสน หรือเข้าใจยาก
  • มองเห็นไม่ชัด หรือเห็นภาพซ้อน
  • ปวดศีรษะรุนแรงแบบเฉียบพลัน

2. การฟื้นฟูผู้ป่วย Stroke สำคัญอย่างไร?

2.1 ช่วงเวลาทองของการฟื้นฟู

3-6 เดือนแรกหลังเกิด Stroke คือช่วงเวลาทองในการฟื้นฟูสมรรถภาพ หากได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องและถูกต้อง จะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นคืนความสามารถในการเคลื่อนไหว และใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด

2.2 เป้าหมายของการฟื้นฟู

  • เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
  • กระตุ้นระบบประสาท
  • ฝึกการทรงตัวและการเคลื่อนไหว
  • ฟื้นฟูการพูดและการสื่อสาร
  • ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน

3. ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเชียงใหม่กับการฟื้นฟูผู้ป่วย Stroke

3.1 ความเชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟู

ที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุบ้านลลิสา เรามีทีมกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด และผู้ดูแลผู้สูงอายุที่ได้รับการอบรมเฉพาะทาง พร้อมดูแลฟื้นฟูผู้ป่วย Stroke อย่างใกล้ชิดตามแผนรายบุคคล

3.2 การใช้เครื่องมือฟื้นฟูเฉพาะทาง

  • เครื่องปั่นจักรยานมือ-เท้า
  • อุปกรณ์พยุงเดิน
  • เครื่องกระตุ้นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ
  • ลูกบอล ฝึกมือ และเครื่องมือเสริมอื่น ๆ

3.3 กิจกรรมการฟื้นฟูในชีวิตประจำวัน

  • การฝึกเดิน ฝึกทรงตัว
  • การฝึกใช้มือ หยิบจับสิ่งของ
  • การฝึกกล้ามเนื้อโดยรวม
  • การฝึกสื่อสารและความเข้าใจคำสั่ง

3.4 บรรยากาศที่ส่งเสริมการฟื้นฟู

สถานที่ปลอดโปร่ง มีความเป็นส่วนตัวสูง เน้นความปลอดภัย ความสะดวก และอารมณ์ร่วมของผู้สูงอายุ พร้อมทั้งมีครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูได้ด้วย

3.5 โปรโมชั่นฟื้นฟูผู้ป่วย Stroke

จากราคาปกติ 25,000 บาท/เดือน พิเศษเพียง 18,000 บาท/เดือน

3.6 สิ่งที่ผู้ป่วยจะได้รับ:

  • การดูแลตลอด 24 ชม. โดยทีมพยาบาลและผู้ช่วย
  • การฟื้นฟูตามแผนรายบุคคล
  • กายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอ
  • อาหารสุขภาพ 3 มื้อ พร้อมของว่าง
  • การฝึกกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
  • ห้องพักปลอดภัย สะอาด พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก

4. ฟื้นฟู Stroke อย่างไรให้ได้ผล

4.1 ต้องอาศัยเวลาและความสม่ำเสมอ

  • ต้องให้เวลาผู้ป่วยปรับตัว
  • ฝึกเป็นประจำ ไม่หยุดพักนาน
  • ต้องได้รับกำลังใจและแรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง

4.2 การติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

  • บันทึกความก้าวหน้า
  • ประเมินสมรรถภาพทุกเดือน
  • ปรับแผนการฟื้นฟูตามความเหมาะสม

5. ทำไมต้องฟื้นฟูผู้ป่วย Stroke ที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเชียงใหม่

5.1 จุดเด่นของศูนย์บ้านลลิสา

  • ประสบการณ์ดูแลผู้สูงอายุมากกว่า 10 ปี
  • มีทีมงานเฉพาะทางครบครัน
  • สถานที่ปลอดภัย ใกล้ชิดธรรมชาติ
  • บริการเป็นกันเอง เหมือนดูแลญาติของเราเอง

5.2 รีวิวจากครอบครัวผู้ป่วยจริง

“คุณพ่อป่วย Stroke มาเกือบปี เดินไม่ได้เลย แต่หลังเข้าฟื้นฟูที่นี่ 3 เดือน เริ่มลุกได้เอง ช่วยเหลือตัวเองได้บางส่วน ครอบครัวดีใจมาก ขอบคุณทีมงานจริง ๆ ค่ะ”

การฟื้นฟูผู้ป่วย Stroke ต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ และความเอาใจใส่ หากทำอย่างถูกวิธี จะสามารถพาผู้ป่วยกลับคืนสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้จริง “บ้านลลิสา ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเชียงใหม่” พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการพลิกชีวิตให้กับผู้ป่วย Stroke ทุกท่าน ด้วยทีมมืออาชีพ และแผนฟื้นฟูที่เห็นผลจริง

ระวังกลางแจ้งแดดแรง ผู้สูงอายุเสี่ยงขาดน้ำ วิธีดูแลให้ปลอดภัยในหน้าร้อน

การดูแลอย่างใกล้ชิด ฟื้นฟูครบวงจร ทางเลือกที่ดีที่สุดในการดูแลผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ

เมื่อผู้สูงวัยในครอบครัวเริ่มต้องการความช่วยเหลือมากขึ้น การเลือกวิธี ดูแลผู้สูงอายุ อย่างถูกต้องจึงเป็นเรื่องสำคัญ ปัจจุบันมีหลายทางเลือก เช่น ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ, เนอร์สซิ่งโฮม หรือการ ดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน แต่สิ่งสำคัญคือการดูแลแบบ “ใกล้ชิดและครบวงจร” ที่ไม่เพียงดูแลร่างกาย แต่ครอบคลุมถึงจิตใจ สังคม และการฟื้นฟูสมรรถภาพ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจแนวทางดูแลที่ดีที่สุดสำหรับคนที่คุณรัก

1. ทำไมการดูแลผู้สูงอายุต้อง “ใกล้ชิดและครบวงจร”

– เนื่องจากทางครอบครัวอาจไม่มีเวลามากพอ

2. องค์ประกอบของการดูแลผู้สูงอายุแบบฟื้นฟูครบวงจรดูแลด้านร่างกายด้วยกิจกรรมและโภชนาการ

2.1 ดูแลจิตใจและส่งเสริมเหมือนเข้าสังคม

การดูแลจิตใจมีส่วนช่วยลดภาวะซึมเศร้าและความเครียดในผู้สูงอายุได้อย่างมีนัยสำคัญ

2.2 ฟื้นฟูรายบุคคลด้วยแผนเฉพาะ

3. ทางเลือกยอดนิยมในการดูแลผู้สูงอายุ

3.1 การดูแลที่บ้าน: เหมาะสำหรับครอบครัวที่มีเวลา

3.2 ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร

4. ประโยชน์ของการดูแลแบบใกล้ชิดและครบวงจร

4.1 ลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเรื้อรัง

4.2 เพิ่มคุณภาพชีวิตและความสุขในแต่ละวัน

5. คำแนะนำในการเลือกบริการดูแลผู้สูงอายุ

การเลือกวิธี ดูแลผู้สูงอายุ ที่เหมาะสม เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนที่คุณรัก การดูแลแบบใกล้ชิดและฟื้นฟูครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือในศูนย์ดูแลเฉพาะทาง ล้วนมีบทบาทสำคัญในการเสริมสุขภาพทั้งกายและใจ หากคุณกำลังมองหาบริการที่เหมาะสม ลองเริ่มต้นจากการศึกษาตัวเลือกให้ครอบคลุม และตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพื่อให้ช่วงบั้นปลายชีวิตของคนที่คุณรัก เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสุขอย่างแท้จริง

การดูแล สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุบ้านลลิสา มอบความอุ่นใจในทุกขั้นตอนของการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง พร้อมทีมแพทย์ พยาบาล นักกายภาพ และกิจกรรมบำบัดอย่างครบวงจร